วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สยามราชธานี เผยเทรนด์ธุรกิจ Outsource มาแรง มีลูกค้าใหม่เฉลี่ย 12% ต่อปี

 


(24 ก.ย. 2563) นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้ประกอบธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร Outsourcing Services เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดหาบุคลากรจากภายนอกเข้ามาดำเนินการแทนในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของธุรกิจ


ยกตัวอย่างเช่น งานธุรการ งานขับรถยนต์ ถือเป็นอีกทางเลือกการบริหารจัดการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการประกอบธุรกิจของบริษัท


จากศักยภาพ และแนวโน้มการเติบโตที่ดีของตลาด Outsource ในประเทศไทยสะท้อนได้จากวงเงินงบประมาณและมูลค่าการทำสัญญาของโครงการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐประเภทจ้างทำของ หรือจ้างเหมาบริการ มีมูลค่าเติบโตทุกปี



โดยในปี 2562 มีวงเงินงบประมาณดังกล่าว จำนวน 230,533 ล้านบาท และมีมูลค่าที่ทำสัญญา 215,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 14 และร้อยละ 12 ตามลำดับ


ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ Monitor Deloitte และ Dubai Outsource City ประมาณการมูลค่าการใช้บริการ Outsource โลกเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ในช่วงปี 2562-2566 จาก 603.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2562 เป็น 731.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566


นายจิรณุ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา SO สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ประมาณร้อยละ 90 และมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ของรายได้ ทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย


สำหรับธุรกิจของสยามราชธานีให้บริการจัดหาบุคลากร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ผ่านชื่อ SO People ที่บริการบริหารจัดการด้านบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ประกอบด้วย



1. พนักงานขับรถยนต์ อาทิ พนักงานขับรถผู้บริหาร พนักงานขับรถส่วนกลาง  พนักงานขับรถขนาดใหญ่ พนักงานรับ-ส่ง รถลูกค้า (Valet Parking) และพนักงานขับรถโฟล์คลิฟต์


2. พนักงานสำนักงาน อาทิ งานธุรการและงานประชาสัมพันธ์


3. พนักงานช่างเทคนิค


SO Next บริการบริหารจัดการงานบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย บริการสแกนเอกสาร, บันทึกข้อมูล และบันทึกข้อมูลภาคสนาม จดหน่วยแจ้งหนี้ไฟฟ้าและประปา


SO Green บริการดูแลภูมิทัศน์ ครอบคลุมบริการ 3 ประเภท ได้แก่ บริการดูแลสวนขนาดใหญ่ บริการออกแบบและจัดสวน และบริการตัดต้นไม้ใหญ่


SO Wheel บริการรถยนต์ให้เช่า หลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์ทุกความสะดวกของผู้ใช้บริการ อาทิ รถเก๋งรถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถยนต์ดัดแปลง ได้แก่ รถตู้เย็น รถตู้แห้ง รถดัดแปลง 4 ล้อ เป็นต้น



ด้าน นายณัฐพล วิมลเฉลา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บริษัทยังจะมุ่งเน้นขยายตลาดบริการด้านข้อมูล หรือ SO Next แบบครบวงจร เพื่อรองรับการ Transform องค์กรในรูปแบบ Digital Transformation ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคปัจจุบัน ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะงาน 


รวมถึงระบบที่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตรฐาน ISO 27001 : 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยด้านข้อมูลและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม บริษัทสยามราชธานี เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 85 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.42 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด

ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 76.5 ล้านหุ้น


รวมถึงเสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวนไม่เกิน 8.5 ล้านหุ้น โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

พาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ "The Hybrid Edition" นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก

 


รับมือส่งออก! จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ “The Hybrid Edition” นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมจับมือ 4 กระทรวง MOU มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากโควิด-19


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานจัดงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 โดยปีนี้เป็นไปตามนโยบาย นายจุรินทร์ คือ จัดในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) เป็นงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” 


โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเติบโตก็ได้รับผลกระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนของค่าเงินบาท ดังนั้น การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้กับฐานราก โดยเฉพาะใน ส่วนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี โอท็อป รวมทั้งไมโครเอสเอ็มอีต่างๆ ที่อยู่ในทุกภาคส่วน ของภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนําการผลิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างสองกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับพื้นฐานของประเทศ จนก้าวสู่ตลาดโลก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ สร้างฐานข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ มุ่งสู่ เป้าหมายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก” โดยการค้าภายในประเทศ จะมีเซลส์แมนจังหวัดทำหน้าที่ขยายตลาดและหาช่องทางการจาหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการ ทำงานเป็นทีมระหว่างพาณิชย์จังหวัด จับมือกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สร้างโอกาสการค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและ ผู้ประกอบการไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีกลไกในการเชื่อมโยงตลาดโลกและ ผู้ประกอบการไทยให้มาเจอกัน ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ซึ่งได้กระจายที่ตั้ง ครอบคลุมตลาดคู่ค้าหลักๆ และตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลก จำนวน 58 แห่ง มีเซลส์แมนประเทศ เปรียบเสมือนทัพหน้าที่จะกรุยทางให้ผลผลิตจากเกษตรกร ผลิตภัณฑ์อาหารจากผู้ผลิตก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมั่นคง สร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสำคัญ ได้มีนโยบายเร่งรัดผลักดันการส่งออกภายใต้แนวทาง “รักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสําคัญ” โดยมีคณะผู้บริหาร ระดับสูงเดินทางไปทำความตกลงทางการค้า (MOU) และจับคู่ธุรกิจกับนานาประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ได้เล็งเห็นลู่ทางการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมถึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น อาลีบาบาของจีน


ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารนั้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการผลิตและส่งออกอาหารในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยสามารถให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ว่าอาหารไทยปลอดภัย ปราศจากเชื้อในกระบวนการผลิต จนรัฐบาลไทยสามารถออกหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออกให้กับผู้ผลิตอาหาร เพื่อแสดงต่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้มอบให้ปลัดทั้ง 4 กระทรวงเป็นผู้ลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก (COVID- 19 Prevention Best Practice) สำหรับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งงานนี้เป็นงานสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 30

 

"สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้มีการปรับชื่องานเป็น THAIFEX – ANUGA ASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2 งานที่ยิ่งใหญ่ คือ THAIFEX ของประเทศไทย และ ANUGA จากเยอรมนี และ ยังเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยใช้ชื่องานว่า THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” โดยเป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออฟไลน์และเทคโนโลยีออนไลน์ การจัดงานครั้งนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นตั้งแต่สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ฟื้นตัวกลับมา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และเน้นย้ำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในเรื่องความปลอดภัย และยังสามารถผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการบริโภคในโลก ซึ่งแม้ว่าจะมีเรื่องโควิด-19 มากระทบ แต่เราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์รวม 708 บริษัท 1,747 คูหา ผมมั่นใจว่าการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย จะตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) ของงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition”ครั้งนี้และจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่าจะได้มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว

 

รายงานข่าวกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าจริง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคแห่งนี้ วันที่ 22-26 กันยายน ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) และผู้ชมงานในไทยที่ประกอบด้วย นักธุรกิจในวงการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในไทย 51,869 กิจการ รวมถึงตัวแทนผู้ซื้อจากต่างประเทศ (Buying Agents) ที่มีสำนักงานในไทย และการจัด กิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าต่างประเทศ (Importers) ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เป็น ผู้ประกอบการไทย 519 บริษัทและตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แคนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ โปแลนด์ ไต้หวัน อเมริกา และเวียดนาม รวม 189 บริษัท บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้มาตรการการดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด

กลับวัด-ห่มจีวร! ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พระพรหมดิลก กับเลขาเจ้าคณะ

 


(24 ก.ย. 2563) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยาวรวิหาร พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ และเลขาเจ้าคณะกรุงเทพฯ เป็นจำเลยที่ 1-2


ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณ พ.ศ.ปี 2557 ให้วัดสามพระยาฯจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งที่ไม่มีโรงเรียน เจ้าอาวาสวัด สามพระยาฯนำงบที่ได้มาไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2561


ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2562 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฟอกเงิน 2 กระทง กระทงละ 2 ปี ให้จำคุกนายเอื้อน หรืออดีตพระพรหมดิลก รวมจำคุก 6 ปี และนายสมทรง หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 2 จำคุก 2 กระทง กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี วันนี้จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับการประกันตัว สวมชุดขาวเดินทางมาศาล พร้อมกลุ่มพระสงฆ์และกลุ่มฆราวาสเดินทางมาร่วมติดตามฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจจำเลย


ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เรื่องการขออนุมัติงบศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น หาใช่เฉพาะวัดที่มีโรงเรียนศึกษาพระปริยัติธรรม แต่วัดสามพระยาฯมีโรงเรียนสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลย่อมมีสิทธิ์ในการใช้งบดังกล่าว จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวกับสำนักงาน พศ. ไม่มีหลักฐานว่าจำเลย


ทราบว่าเงินเกี่ยวกับการกระทำความผิดในหนังสือระบุได้รับเงินเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นงบบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อได้รับงบ 5 ล้านบาทตามเช็คแล้ว จำเลยมอบอำนาจให้ถอนเงินจ่ายค่าก่อสร้างอาคารร่มธรรม วัดมีการก่อสร้างอาคารและโอนเงินชำระหนี้จริง จำเลยจ่ายเงินให้ผู้ดูแลการก่อสร้าง เชื่อได้ว่าจำเลยฐานะผู้ดูแลวัดนำเงินไปทำนุบำรุงวัด


แม้วัดสามพระยาฯไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม และไม่ได้นำเงินไปใช้โดยตรง ก็ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนทรัพย์สินที่เป็นการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงิน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ พิพากษาแก้เป็นยกฟ้อง


หลังพิพากษาแล้ว นายสมทรง หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 2 ถึงกับยกมือไหว้และร่ำไห้ด้วยความดีใจ รวมถึงพระสงฆ์และกลุ่มฆราวาสที่เดินทางมาให้กำลังใจร่วมแสดงความยินดีด้วย


ภายหลังเดินทางกลับมาถึงวัดสามพระยาวรวิหารแล้ว ทั้งอดีตพระพรหมดิลก และอดีตพระอรรถกิจโสภณ กลับมาห่มจีวร พร้อมทั้งเข้าทำพิธีในพระอุโบสถเบื้องหน้าพระประธาน โดยมีคณะสงฆ์วัดสามพระยาฯเข้าร่วมพิธี จากนั้นนายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความ อ่านคำพิพากษาแจ้งต่อคณะสงฆ์วัดสามพระยาฯว่า ศาลยกฟ้องอดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณแล้ว จากนั้นคณะสงฆ์วัดสามพระยาไม่มีผู้ใดเห็นค้าน พร้อมทั้งกล่าวสาธุ และเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับอดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณ


นายอรรณพเผยว่า การดำเนินคดีกับอดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณ ไม่มีความเป็นธรรมมาตั้งแต่ต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ออกหมายเรียก แต่นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุมตัวเลย ส่วนขั้นตอนตามพระธรรมวินัยยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะอดีตพระพรหมดิลกเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ตามขั้นตอนต้องกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช และตั้งคณะวินัยธรขึ้นมาสอบสวนก่อน หากพบว่ามีความผิดจึงดำเนินการกล่าวโทษทางอาญา จึงกล่าวได้ว่า การดำเนินคดีดังกล่าวอดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งทางพระธรรมวินัยและทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงการฟ้องกลับ


ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวถึงกรณีที่อดีตพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณไม่ได้เปล่งวาจาสึกและกลับไปห่มจีวรว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องพระธรรมวินัย ต้องเป็นการพิจารณาของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เคยมีมติรับทราบ เรื่องการพ้นจากความเป็นพระภิกษุ กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา จากกรณีพระภิกษุถูกจับกุม กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา พศ.นำกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 28 29 30 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาชี้แจงทำความเข้าใจ ดังนี้


“1.พระสงฆ์รูปใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายใน 3 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 2.พระภิกษุรูปใดถูกจับ ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไปควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ 3.เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขับพระรูปใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น กรณีจำเลยยอมสึก ถอดจีวรออก เพราะถูกจับความผิดอาญา และพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว ต่อมาได้รับการประกันตัว กลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก โดยมิได้อุปสมบทใหม่ จะมีความผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสามเณรโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น” โฆษก พศ.กล่าว


นายสิปป์บวรกล่าวด้วยว่า ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 208 พระภิกษุที่สละสมณเพศกรณีกระทำความผิดทางอาญา และศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และรับโทษตามคำพิพากษาแล้ว เมื่อพ้นโทษออกมาสามารถเข้ามาบวชได้ 2.ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและรอลงอาญา เมื่อพ้นจากระยะเวลาการรอลงอาญา สามารถเข้ามาบวชได้ เว้นแต่ 3.ผู้ที่พ้นจากความเป็นพระภิกษุเพราะต้องปาราชิกมาแล้ว ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 หรือไม่ ก็ตาม จะบรรพชาอุปสมบทอีกไม่ได้ และถ้าหากมารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวเท็จ หรือปิดบังความจริงต่อพระอุปัชฌาย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

รวบ 7 เขมร มุดรั้วชายแดน อ้างไม่มีเงินใช้เลยแอบมาหางานในไทย

 


23 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น. พ.อ.เอกพงษ์ กฤตยาเกียรติชุติ ผบ.ชค.กรม.ทพ.12(ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพานที่12) ได้สั่งการให้ พ.ต.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1205(ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่1205) ประสานความร่วมมือกับ พ.ต.อ.ฐนพงศ์ โพธิ์ทิ ผกก.สภ.คลองลึกฯ และ พ.ต.อ.อาทิตย์ ยาแก้ว ผกก.ตม.จว.สระแก้ว สนธิกำลังร่วมกันออกลาดตะเวณและเฝ้าตรวจป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติตะเข็บชายแดนพื้นที่ชายแดน ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตามมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดมากับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตามแนวชายแดนช่องทางธรรมชาติ ของ พล.ต.ธราพงษ์ มะละคำ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา  


ต่อมาขณะ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการร่วม ซึ่งวางกำลังดักซุ่ม อยู่บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้านดงงู ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ห่างตะเข็บชายแดนกัมพูชาประมาณ 100 เมตร  ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยทั้งชาย-หญิง คาดว่าเป็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชากำลังมุดรั้วลวดหนามตะเข็บชายแดนตามช่องทางธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทยแล้วเดินหลบเลี่ยงเข้าไปในไร่อ้อย 


จนท.จึงวางกำลังดักซุ่มบริเวณปากทางไร่อ้อย จนกระทั่งพบกลุ่มชาวกัมพูชาจำนวน 7 คน แยกเป็น ชาย 1 คน หญิง 4 คน เด็กชาย1คน และ เด็กหญิง 1 คน เดินออกมาจากไร่อ้อย จนท.จึงนำกำลังเข้าควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมดตรวจสอบพบว่าทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชาไม่มีเอกสารการเดินทางแต่อย่างใด จึงได้ทำการตรวจค้นพร้อมทั้งตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกายตามมาตรการป้องกันโควิด-19 และไม่พบผู้ใดเป็นไข้ จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาทำการสอบสวนที่ กองร้อยทหารพรานที่1205 ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  


จากการสอบสวนเบื้องต้นชาวกัมพูชาทั้งหมดรับสารภาพว่าทั้ง 7 คน เป็นญาติพี่น้องกันมีบ้านพักอาศัยอยู่ในกรุงปอยเปต  ประเทศกัมพูชา และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่มีงานทำและไม่มีเงินใช้จ่าย จึงพากันลักลอบเดินเท้าข้ามตะเข็บชายแดนตามช่องทางธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทยเพื่อจะไปรับจ้างทำงานคัดแยกรองเท้ามือสองที่ตลาดเดชไทย ตรงข้ามตลาดโรงเกลือ ตลาดการค้าชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 


หลังสอบสวนเสร็จสิ้น จนท.ได้ทำบันทึกพร้อมถ่ายภาพทำประวัติก่อนประสาน จนท.ฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชา เพื่อนำไปผลักดันกลับประเทศที่บริเวณช่องทางอนุโลม ชายแดน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ต่อไป 

ข่าวดี! ครม.แจกสะบัด "5 โครงการ" - จ้างเด็กจบใหม่วงเงิน 19,462 ล้านบาท

 


(23 ก.ย. 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการใช้เงินกู้ 2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการ “คนละครึ่ง” แจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนทั่วไป

2.โครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 500 บาทเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อหมุนเวียนในระบบให้เกิดการบริโภค โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าขายปลีก สิ่งที่ได้เน้นย้ำคือให้ประชาชนเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล หรืออีวอลเล็ตและคิวอาร์โค้ด ซึ่งทุกร้านจะต้องมีคิวอาร์โค้ดเพื่อรัฐบาลจะจ่ายเงินลงไปโดยไม่ต้องผ่านใคร โดย 2 โครงการนี้ที่ ครม.อนุมัติจะเป็นการกระตุ้นค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ เมื่อมีคนจับจ่ายใช้สอยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็จะมีเงินไปต่อยอดซื้อขายต่อไปเรื่อยๆ ตรงนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุนผู้ที่มีรายได้สูงแต่ประการใด

สำหรับโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 13.94 ล้านคน ส่วนโครงการคนละครึ่งที่จะใช้วิธีร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะนำเสนอให้ ครม.อนุมัติในสัปดาห์หน้า โดยการประชุม ครม.ครั้งนี้เป็นการเห็นชอบในหลักการ ซึ่งกระทรวงการคลังและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะไปจัดทำรายละเอียด เข้าใจว่า เพื่อให้มาตรการที่ออกมาเกิดความรัดกุม และให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงโครงการนี้มากที่สุดและทำให้เกิดความสะดวกสบายและง่ายในการเข้าถึงโครงการนี้จึงต้องไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังช่วยอีก

3.โครงการ โดยเห็นชอบให้ความช่วยเกษตรกรทดแทนผู้เสียชีวิตที่มีสิทธิโครงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด เป็นเงิน 15,000 บาท จำนวน 5,278 ราย โดยขยายเวลาการจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มนี้ ภายในวันที่ 30 ก.ย.63 ส่วนกรณีที่เกษตรกรผู้มีสิทธิภายใต้โครงการเสียชีวิตจริงก่อนระยะเวลาโครงการ ต้องยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทดแทนเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนด จึงจะสามารถจ่ายเงินเยียวยาตามสิทธิของเกษตรกรผู้เสียชีวิตให้กับเกษตรกรผู้รับช่วง ซึ่งจำนวนที่มีอยู่ 13,283 รายนั้น เห็นควรให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมของการให้ความช่วยเหลือ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.ยังเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาออกไป 1 ปี จากที่สิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้ เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.63-ก.ย.64 แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 13.9 ล้านคน คิดเป็นครัวเรือนประมาณ 8 ล้านครัวเรือน ซึ่ง 1 ครัวเรือน สามารถใช้ได้เพียง 1 สิทธิ จัดเป็นมาตรการที่

4.สำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่เคยอนุมัติไปแล้ว ประกอบด้วย
- 1.ค่าไฟฟ้า กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี แต่กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้สิทธิตามมาตรการนี้ ในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกินวงเงิน ผู้ถือบัตรต้องเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าทั้งหมด
- 2.ค่าน้ำประปา ให้ใช้ในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หากใช้เกิน ผู้ถือบัตรต้องเป็นผู้จ่ายค่าน้ำประปาทั้งหมด

ส่วนมาตรการที่ 5.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบ

5. โครงการส่งเสริมการจ้างงานสําหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐ และเอกชน ของกรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กรอบวงเงินไม่เกิน 19,462 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือการจ้างงานให้ผู้จบการศึกษาใหม่ได้มีงานทำมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการทำงาน รวมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือสถานประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชน และผู้จบการศึกษาใหม่ 260,000 คน ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะจ่ายเงินอุดหนุนเงินเดือนให้ 50% ให้ผู้จบการศึกษาใหม่ตามอัตราเงินเดือนแยกตามวุฒิไม่เกิน 7,500 บาท/เดือน/คนในระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.63-30 ก.ย.64 โดยมีเงื่อนไขว่านายจ้างอยู่ในระบบประกันสังคมและไม่เลิกจ้างลูกจ้างเดิมเกิน 15% ใน 1 ปี

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับทั้งผู้จบการศึกษาใหม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน ลดปัญหาการว่างงาน นายจ้าง หรือสถานประกอบการยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ รัฐบาลก็จะได้รายได้กลับมาจากการเก็บภาษีด้วย ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.นี้ ได้จัดงาน “จ๊อบ เอ็กซ์โป” หรือมหกรรมจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ “ไทยมีงานทำ” ที่ไบเทค บางนา มีตำแหน่งงานว่างไม่น้อยกว่า 1 ล้านตำแหน่ง.

บรรจุ โควิด-19 โรคต้องห้ามพรบ.คนเข้าเมือง - จัดงบกลาง 204 ล้าน รับมือระบาดระลอก2


 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้เพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นโรคต้องห้าม ตามมาตรา 12(4) และมาตรา 44(2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โรคโควิด-19 เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย โดยกำหนดไว้ว่า ห้ามคนต่างชาติที่เป็นโรคโควิด-19 เข้ามาในประเทศไทย หรือเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค


นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2563 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาโควิด-19 ระยะการระบาดระลอก 2 จํานวน 204 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นในระลอก 2 ให้อยู่ในวงจํากัด ลดโอกาสการแพร่เชื่อเข้าสูประเทศ ลดผลกระทบทางสุขภาพ รวมถึงสามารถดูแลคนไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศ


ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่ประเทศไทยได้ยกระดับการแจ้งเตือนโรคในผู้เดินทางให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ติดตามสถานการณ์โรคทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการทรัพยากร เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเฝ้าระวัง ค้นหาผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่มาจากต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

"นายกฯ ตู่"ชี้อัตลักษณ์ไทย ช่วยสร้างความรักความสามัคคีคนในชาติ

 (22 กันยายน 2563) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรม JOB EXPO THAILAND 2020  จากนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน “สีสันวัฒนธรรม มหกรรมวิถีอีสาน สู่การท่องเที่ยวยโสธร” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563


โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวระหว่างการประชาสัมพันธ์งานสีสันอีสาน ที่รวมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทั่วประเทศ จัดขึ้นที่ จ.ยโสธร ว่า วันนี้มีการรวมตัวกันของคนหลายรุ่นอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการส่งต่ออัตลักษณ์วัฒนธรรมของไทยผ่านรุ่นสู่รุ่น และด้วยความรักความสามัคคีของทุกคนในชาติจะช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าไปได้ ตอนนี้บ้านเมืองประสบกับปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทุกคนจะต้องระวังและช่วยกันตักเตือน เราทุกคนจะต้องช่วยกันฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปให้ได้ในวันข้างหน้าสถานการณ์ก็จะกลับมาดีขึ้น


นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ จ.ยโสธร ที่จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นโดยย้ำว่ารัฐบาลสนับสนุนการใช้อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทยในการขับเคลื่อนประเทศให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ


โอกาสนี้กระทรวงวัฒนธรรมได้มอบมาลัยข้าวตอก ซึ่งเป็นสินค้าชุมชนใน จ.ยโสธร เป็นที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรีด้วย.